เมื่อไม่นานมานี้ วิชาการบรรณาธิกรและการผลิตนิตยสาร
ซึ่งเป็นหนึ่งในสองวิชาของเทอมสุดท้ายของการเรียนป.ตรี
ได้ทำให้เราได้แยกกับเพื่อนสนิท อยู่คนละทีมงานที่มีทั้งหมด 3 ทีม
การแยกจากกันครั้งนั้น เกิดจากเราเป็นผู้เลือกเอง โดยที่ไม่ได้หารือตกลงอะไรกันไว้ล่วงหน้า
สร้างความแปลกใจให้แก่เพื่อนร่วมชั้น
และสร้างความตกใจ+ฉงนสงสัย ให้แก่เพื่อนสนิทเป็นอย่างมาก
ถึงเหตุผลที่ต้องแยกจากกัน
แต่ถือเป็นความโชคดีที่ความสนิทชิดเชื้อของเราทั้งคู่
ทำให้ต่างคนต่างที่จะพยายามเข้าใจ และรับฟังความเห็นที่มากมายเหลือเกินในตอนนั้น
ซึ่งสุดท้ายแล้วมันคือความสับสนและความลองดีของข้าพเจ้าล้วนๆ
ทีมงานใหม่ แม้จะเจอหน้ากันมาถึง 4 ปี ตลอดระยะเวลาที่เรียนด้วยกันมา
แต่มันก็คือความใหม่อยู่ดี ที่ยอมรับว่าก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อยในการร่วมงานกันครั้งนี้
เอาคุย เราปรึกษา เรารับฟัง เราแลกเปลี่ยน
เพื่อหาจุดยืนของนิตยสารของเราให้ตรงตามความต้องการของทุกคนที่สุด
จนกลายมาเป็นนิตยสารที่ชื่อว่า "ฟุ้งสาร"
บอกตามตรงว่าจนถึงวันนี้ หลายคนในทีมก็ยังไม่มั่นใจว่าชื่อนี้มันใช่แล้วหรือ
อย่างไรก็ตาม มาวันนี้การทำงานของนิตยสารฟุ้งสารได้ก้าวหน้าไปมาก
เราก็ยังพยายามที่จะนึกหาชื่อมาถกกันอยู่เรื่อยๆอยู่ดี
เข้าเรื่องเลยดีกว่า 55
เนื่องจากเป็นนิตยสารที่ทำตามใจผู้จัดทำ ไม่ได้เน้นผู้บริโภค
เนื้อหาข้างในจึงเกิดจากความสนใจของพวกเราล้วนๆ
ใครอยากทำ ทำ ใครอยากเขียน เขียน
มีอยู่คอลัมน์หนึ่งชื่อว่า "ดีดี สี ตี เป่า"
เป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรี เพื่อนคนหนึ่งชื่อว่าศศิกานต์
ซึ่งเป็นนักดูหนังฟังเพลงท่องหนังสือ
เสนอวงดนตรีมาเยอะแยะ และบอกเล่ารายละเอียดอย่างคร่าวๆ ถึงความน่าสนใจ
จนในที่สุดเราทุกคนก็ตกลงกันว่าจะทำเรื่องราวของวงดนตรีที่ชื่อว่า "วงนั่งเล่น"
เนื่องจาก สมาชิกในวงล้วนแต่เป็นคนดนตรีที่มากด้วยประสบการณ์
คงจะมีมุมมองที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีแก่พวกเราไม่น้อย
ศศิกานต์หรือ กานต์ เอ่ยปากชวนให้ไปด้วยกันพร้อมด้วยออฟ บกบห.ของเราที่จะไปช่วยถ่ายภาพ
ก่อนวันไปสัมภาษณ์ ข้าพเจ้ากับกานต์ได้ศึกษาเกี่ยวกับวงนี้
และรวบรวมประเด็นคำถามที่จะไปสัมภาษณ์
กานต์ส่งลิ้งค์เพลงมาให้ฟัง ฟังจบรีบโพสในเฟชบุกกานต์
ขอบคุณมันที่แนะนำวงดีดีอย่างนี้ให้รู้จัก
บอกตามตรงว่าเพิ่งจะมาคลั่งเข้าจริงก็ก่อนวันไปสัมภาษณ์
สุดยอดจริงๆวงนี้ ส่วนวันที่ไปสัมภาษณ์เป็นยังไงนั้น จะมาโพสใหม่ในวันหน้า
วันนี้ชักจะยาวเกินไปแล้ว
 
 

 

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์‏

ได้จัดนิทรรศการ ทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง

เป็นการรวบรวมผลงานของศิลปิน

ที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดจิตรกรรมบัวหลวง

ตั้งแต่ครั้งที่ 11 – 20 (พ.ศ.2530-2539) ในประเภทต่างๆ

ได้แก่ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี จิตรกรรมไทยแนวประเพณี และจิตรกรรมร่วมสมัย

นำกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง

ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 30 มีนาคม 2553

 เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของการจัดประกวดฯ

งานทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง ครั้งนี้

ได้รวบรวมผลงานจากศิลปินจำนวนกว่า 70 คน

ที่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดจิตรกรรมบัวหลวงตั้งแต่ครั้งที่ 11 20 

 เช่น สันติ ทองสุข พรชัย ใจมา, ประสงค์ ลือเมือง,

จันทนา แจ่มทิม, จินตนา เปี่ยมศิริ

สาครินทร์ เครืออ่อน, เกรียงไกร วงษ์ปิติรัตน์,

ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, สุพจน์ สิงห์สาย ฯลฯ

มาจัดแสดงร่วมกับผลงานใหม่ที่เหล่าศิลปินมากฝีมือคัดสรรมาด้วยตนเอง  

รวมเป็นผลงานเกือบสองร้อยชิ้น

ผลงานเหล่านี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดยุคเริ่มต้น

ของการสร้างสรรค์ศิลปะของศิลปินแต่ละท่าน

อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจในวิวัฒนาการผลงานที่คลี่คลายในปัจจุบัน

ซึ่งน่าจะทำให้นิทรรศการทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง

มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 

 

ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค )

ซ.สมเด็จเจ้าพระยา 3 คลองสาน

จากปากซอยสมเด็จเจ้าพระยา3

ต้องตรงเข้าไปในซอยอีกประมาณ 300 เมตร

จึงจะเจออุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า 


 
เมื่อเดินทางเข้าไปถึงห้องจัดแสดงรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จย่า

แต่เนื่องจาก ทางอุทยานไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพในห้องจัดแสดงได้

ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ก็ให้ทำเป็นจดหมายแจ้งความประสงค์มายื่นกับผู้จัดการ

แล้วจึงโทรฯมาสอบถามว่าอนุญาติหรือไม่ อีกที
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่ไปมา

เลยเก็บภาพจากบริเวณด้านนอกมาฝาก

ให้ดูได้นิดหน่อย เนื่องจากพนักงานเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้า


ที่นี่ประกอบด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ 2 หลัง

จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

และมีอาคารจำลองบ้านที่เคยประทับอยู่เมื่อยังทรงพระเยาว์

โดยยึดตามแบบที่ปรากฏในหนังสือ แม่เล่าให้ฟัง

พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (พระพี่นางฯ)

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี

เป็นสถานที่ที่รวมเอามนต์เสน่ห์แห่งพันธุ์ไม้

เข้ากับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ได้อย่างลงตัว

เย็นชื่นกับบรรยากาศสบายๆ

และอิ่มใจที่ได้ทราบพระกรณียกิจของสมเด็จย่า

ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ.